ชี้แนวโน้ม SMEs เดี้ยงยาว ครึ่งปีหลัง ศก.ไร้แววสดใส


เคแบงก์ชี้แนวโน้มเอสเอ็มอีในช่วงครึ่งปีหลังยังไม่สดใสจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคไม่กล้าจับจ่าย และหนี้ครัวเรือนสูง พร้อมลดเป้าเติบโตของสินเชื่อเหลือ 5-6%

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2558 นี้สถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) คงจะยังไม่สดใสจากภาวะเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภคที่ยังชะลอตัวจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโตได้ไม่มากเช่นกัน โดยที่ผ่านมาธนาคารฯ ได้มีการปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อเหลือ 5-6% จากเดิม 8-9% และในครึ่งปีแรกเติบโตได้ 4%

ด้านรายได้รวมตั้งเป้าเติบโต 8% จากเดิมที่ 9% แต่ก็คงจะเติบโตได้ไม่มากนัก เนื่องจากธุรกรรมต่างๆ น้อยลง ขณะที่สินเชื่อที่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ครึ่งปีแรก 2.9% และคาดว่าสิ้นปีน่าจะคุมให้อยู่ในระดับ 3% กว่าๆ ได้

“ปีนี้คงเป็นอีกปีที่ลำบากของเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาจากการอุปโภคบริโภคที่หดตัวลงเพราะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากกว่าการส่งออกที่ลดลง โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่รายได้ลดลงอีก ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้จึงลดลงไปด้วย ขณะที่การปล่อยสินเชื่อก็เช่นกัน หากสถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิมก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่สินเชื่อจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย” นายพัชรกล่าว

สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้นั้นธนาคารก็ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการพักชำระเงินต้นเพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้ลูกหนี้ก็จะมีตั้งแต่ 3-12 เดือน ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการนี้ประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท มีลูกหนี้ที่มีปัญหาต้องเข้าโครงการเดือนละประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนลูกหนี้ที่มีปัญหามากก็จะเข้าสู่มาตรการขั้นต่อๆ ไป อาทิ การลดดอกเบี้ย หรือเข้าสู่โครงการปรับโครงสร้าง เป็นต้น

นายพัชรกล่าวอีกว่า จะถามว่ายอดลูกหนี้ที่เข้ามาในโครงการพักชำระเงินต้นมากขึ้นหรือไม่ ก็ค่อนข้างทรงตัวมาตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เข้ามาแล้วก็ออกไปเมื่อครบกำหนด หรือเมื่อมีศักยภาพมากขึ้น แต่ส่วนที่ออกไปแล้วกลับเข้ามาก็มีเหมือนกัน ซึ่งสัดส่วนที่หมุนเวียนค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทำให้ยอดตรงนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ทั้งนี้ ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้นเกิดจากหลายๆ ปัจจัย โดยหลักๆ มาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ศักยภาพด้านการหารายได้ลดลง ซึ่งส่วนนี้หากมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเพิ่มช่องทางในการหารายได้ก็น่าผ่านพ้นปัญหาไปได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากการใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ หรือคาดการณ์สถานการณ์ผิดทำให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการสต๊อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องในการชำระหนี้ ซึ่งตรงนี้ก็คงต้องเข้าสู่โครงการต่างๆ ตามความเหมาะสม

“ผู้ประกอบการบางส่วนได้วงเงินโอดีไปก็นำไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์บ้าง เราก็คุมไม่ได้ บางคนเอาไปซื้อที่ดินเพราะคิดว่าราคาจะขึ้นจะขายได้ในอีก 3 เดือนทันชำระหนี้ พอถึงเวลาไม่ได้ก็มีปัญหาขึ้นมา ถ้าจะถามว่าเขาตั้งใจโกงหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ แต่ต้องระวังในเรื่องนี้ เพราะวงเงินโอดีเบิกใช้ง่าย และมีสัดส่วนในพอร์ตอยู่ 2 ใน 3” รองกรรมการผู้จัดการกล่าว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

Friday the 17th. Custom text here

ติดต่อสถาบัน SMI โทร:0-2345-1059 | แฟกซ์:0-2345-1108 | อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เว็บไซต์ : http://www.smi.or.th
© Copyright 2011 | SMALL & MEDIUM INDUSTRIAL INSTITUTE (SMI) | All rights reserved.

. Best online poker sites - All rights reserved.