Black Ribbon

‘ชนินท์ –ไพศาล’ หัวแรงดึงซีอีโอบริษัทใหญ่ เพาะบ่มSMEsพลิกธุรกิจจากฐานครอบครัว-ผูกขาด สู่ Know How ผสม Know who เครือข่ายการค้าศตวรรษที่ 21


โลกแห่งการแข่งขันศตวรรษที่21 เปลี่ยนผ่านจากโมเดลการผลิตยุคเก่า สู่ โมเดลใหม่ ความสำเร็จบนรากฐานทุนแบบเดิม จึงอาจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

 ธุรกิจไทยจึงต้องพร้อมเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ สู่การแข่งขันใหม่ จากลุยเดี่ยว เก่ง และแกร่ง คนเดียว มาสู่การสร้างความร่วมมือ (Collaborate) แบ่งปัน สร้างเครือข่าย กุญแจสำคัญ “ต่อกรการค้าโลก”

กลายเป็นเหตุผลสำคัญของการจัดตั้ง ศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ (Center Building Competitive Enterprises: CBCE) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมจดทะเบียนไทย และสภาวิชาชีพบัญชี

ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ที่ปรึกษานายกสมาคมจดทะเบียนไทย ในฐานะประธานศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ บอกเล่าถึงภารกิจของศูนย์ฯแห่งนี้ ว่า จะเป็นหนึ่งในแกนหลักที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ทางธุรกิจจากบริษัทใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สู่บริษัทขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) โดยรวบรวมความรู้ของผู้บริหารองค์กรระดับซีอีอี ทั้งหมด 27 คน มาร่วมกันสร้างหลักสูตร “พี่สอนน้อง”

สูตรสำคัญในการสร้างธุรกิจไทย “ผนึกกำลัง” คลื่นลูกใหม่ผสมคลื่นเก่า สร้างให้แข็งแกร่งเป็นเครือข่ายตามแนวทางการพัฒนาเอสเอ็มอี โดยศูนย์ฯจะเริ่มเปิดรับสมัครเอสเอ็มอีที่ต้องการพัฒนาธุรกิจตัวเองนำร่องจำนวน 50 ราย ใช้เวลา 1 ปี ในการเข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยกันคิดวิเคราะห์ปัญหาองค์กรนั้นๆ ก่อนจะลงลึกแก้ไขปัญหา ทีละเปลาะ (Open & Sharing)

“ผู้บริหารผ่านการดำเนินธุรกิจมาหลายปี ผ่านมาแล้วทั้งยุครุ่งเรือง วิกฤติ ส่งผลให้องค์กรสั่งสมความรู้ที่มีมูลค่าไว้มากมาย พร้อมที่จะหยิบยื่นให้เอสเอ็มอีให้บริหารงานอย่างมืออาชีพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ"

ชนินท์ ยังบอกด้วยว่า ประสบการณ์ตรงจากเหล่าซีอีโอ ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ที่จะช่วยสร้างกระบวนการคิด วิธีการบริหารที่เป็น “ทางลัด” นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

“ขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย (Competitiveness enterprise) ประกอบไปด้วยการให้ความรู้ และสานต่อธุรกิจแบบสร้างเครือข่าย ที่มีทั้ง Know how (รู้ว่าทำอย่างไร) และ Know who (รู้ว่าใครเป็นใคร) ผสมผสานเข้าด้วยกัน จึงจะมีโอกาสคว้าความสำเร็จมาได้”

เขายังประเมินสภาพธุรกิจไทยในปัจจุบันว่า มีโอกาสเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน “ลดช่องว่าง” ระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แม้ว่า World Economic Forum (WEF) จะระบุถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยว่า จุดอ่อนอยู่ที่ภาคธุรกิจและภาครัฐ ยังขาดประสิทธิภาพในด้านการบริหารจัดการ จึงตัองเข้ามาเติมเต็ม สร้างความเป็นผู้นำ (Leadership) ชี้ทิศทางธุรกิจ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับเทคโนโลยี (R&D)

“โลกการค้ายุคนี้คนไทยจะต้องพร้อมแข่งขันกับโลกภายนอก ด้วยการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันทัดเทียมชาติอื่น”

ดังนั้นธุรกิจไทยจึงควรเพิ่มพลังจากการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากภาครัฐ ขณะเดียวกันภาคเอกชนจะต้องผนึกกำลัง พร้อมกับสร้างระบบที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ที่ต้องเข้าใจโครงสร้างการบริหารจัดการธุรกิจให้เกิดความน่าเชื่อถือ เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงเป็นหน้าที่ของบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เอสเอ็มอี

ธุรกิจไทยยังมีจุดแข็งในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ ความหลากหลายทางธุรกิจ และพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เพียงแต่จุดอ่อน คือ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเท่านั้น หากมีการเชื่อมต่อกันทั้งคลัสเตอร์และมีการปฏิรูประบบราชการ ประเทศไทยจะมีการผนึกกำลังสร้างสรรค์ธุรกิจที่แข็งแกร่ง ยั่งยืนแบบมีคุณภาพ มีการกระจายด้านรายได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรรม

“โครงสร้างองค์กรไทยส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี เติบโตด้วยตัวเอง อย่างธุรกิจครอบครัว จนกลายผู้ประกอบการสัดส่วนใหญ่ของประเทศ แต่มีมูลค่าต่อเศรษฐกิจน้อย หากเทียบกับบริษัทใหญ่ ขณะที่เอสเอ็มอียังมีโอกาสเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้อีกมหาศาล หากทำได้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างสูง เริ่มตั้งแต่ การจ้างงาน การเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ"

เขาอธิบายถึงความสำคัญของผู้บริหารระดับซีอีโอ ที่จะร่วมกันปลุกปั้นธุรกิจขนาดเล็กให้เข้มแข็งอย่างจริงจัง นั่นเพราะธุรกิจในยุคหน้าเป็นโลกแห่งการรวมกลุ่ม ซีอีโอ ที่จะสร้างธุรกิจที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไม่ใช่เพียงตัวเองอยู่รอด แต่จะต้องคิดถึงส่วนรวม ทั้งสังคมและประเทศชาติ ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ จะต้องมี 3 สิ่งยึดเหนี่ยว นั่นคือ มีวินัย กล้ารับผิดชอบ สุดท้ายคือ “มีจิตสาธารณะ”

ด้าน ไพศาล ธรสารสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน) อีกเรี่ยวแรงที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้กับเอสเอ็มอีไทย มองสภาพปัญหาของธุรกิจไทย ว่ายังมีความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายเล็ก ในการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจไทยเติบโตขึ้นจากการ “ผูกขาด” ของผู้ประกอบการรายใหญ่

ไม่แปลกที่่กิจการซึ่งเข้าไปรับสัมปทานโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐ จะมีชื่อรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้างของไทยมีโอกาสเข้าไประมูลงาน ล้วนเป็นหน้าเดิมที่เคยได้รับงานจากรัฐ เท่ากับว่า ธุรกิจยังขาดการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ขณะที่กฎระเบียบยังไม่เปิดโอกาสให้หน้าใหม่เข้ามาเล่นในตลาด

ดังนั้นทางออกในเรื่องนี้ ธุรกิจรายใหญ่และรายเล็กต้อง “ผนึกกำลัง” ไม่สามารถเติบโตเพียงลำพัง ไม่ควรดึงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ผู้เดียว แต่ควรกระจายทรัพยากรเพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมกัน ให้เท่าเทียมที่สุด ร่วมกันส่งผลต่อภาพใหญ่เศรษฐกิจของประเทศ

“วันข้างหน้าธุรกิจไม่สามารถเติบโตไปโดยลำพัง แล้วทอดทิ้งสังคมองค์รวม เพราะจะทำให้เศรษฐกิจเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และเล็ก จะทำได้ก็ด้วยการสร้างเครือข่ายถ่ายถอดความรู้ถึงกัน โดยบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ต้องนำความรู้ ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เครือข่าย เพราะเมื่อธุรกิจขนาดเล็กซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งก็จะกลับมาสร้างความเจริญให้กับประเทศโดยรวม"

สอดคล้องกับเทรนด์ในโลกธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นธุรกิจแห่งการแบ่งปัน ร่วมมือ “ยิ่งแบ่งปัน ยิ่งได้ประโยชน์” โดยเฉพาะการสร้างสังคมแห่งนวัตกรรม และสร้างมูลค่า

สิ่งสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดองค์ความรู้

เปลี่ยนผ่านธุรกิจเก่า ไปสู่ ธุรกิจใหม่

------------------------------

ปิดจุดอ่อน “บัญชีซ้อน” ไขประตู สู่ “เออีซี”

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและกฎหมาย ชี้ช่องโหว่สำคัญที่เป็นพื้นฐานทำให้ธุรกิจไทยยังไม่สามารถก้าวไกลสู่เวทีโลกได้ เริ่มต้นจากฐานการทำบัญชี ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากยังทำบัญชีซ้อน หรือแยกบัญชีสองเล่ม เพื่อหลบเลี่ยงภาษีเห็นอย่างชัดเจนจากสถิติของบริษัทจดทะเบียที่มีกว่า 5 แสนราย แต่แจ้งเสียภาษีไม่ถึง 3 แสนราย จึงแน่ชัดว่า บริษัทเหล่านี้หลบเลี่ยงภาษี ด้วยการทำบัญชีสองเล่ม

ผลที่ตามมาจึงทำให้โครงสร้างธุรกิจขาดการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต โดยเฉพาะการร่วมทุนกิจการในต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน

ในขณะเดียวกัน ระบบบัญชีที่มีปัญหา ยังยากต่อการแสวงหาแหล่งเงินทุน ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างความแข็งแกร่งของเอสเอ็มอีทั้งระบบ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ ปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยระบบภาษีโปร่งใส และมีวินัย เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจตามมา “หากไม่มีความรู้ และทำระบบบัญชีที่เป็นระบบแล้ว สุดท้ายก็จะโดนหลอกได้ ออกไปเติบโตในระดับอาเซียนหรือนอกบ้านไม่ได้"

 ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

Monday the 25th. Custom text here

ติดต่อสถาบัน SMI โทร:0-2345-1059 | แฟกซ์:0-2345-1108 | อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เว็บไซต์ : http://www.smi.or.th
© Copyright 2011 | SMALL & MEDIUM INDUSTRIAL INSTITUTE (SMI) | All rights reserved.

. Best online poker sites - All rights reserved.