Black Ribbon
วันเผยแพร่ วันจันทร์, ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๖

ปรับกลยุทธ์กู้วิกฤติส่งออก เพิ่มแรงกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้าฝ่ามรสุม


หลัง เผชิญฝ่ามรสุมรุนแรงทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ เศรษฐกิจภายใน ประเทศ และผลกระทบความไม่สงบทางการเมือง เราได้ข้อสรุปแล้วว่าเศรษฐกิจไทยปี 2556 นี้จะขยายตัวไม่ถึง 3%

โดยกลไกหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ได้แก่ “ภาคการส่งออก” นั้น หน่วยงานหลักๆ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ประเมินว่า จะขยายตัวในระดับ 0% หรือต่ำกว่า จากต้นปีที่คาดการณ์ไว้ที่ 7-8%

ก่อให้เกิดคำถาม วันนี้ การส่งออกของไทยก้าวเข้าสู่โหมด “เซ็ตซีโร่ (Set Zero)” สู่ภาวะถดถอยเต็มพิกัด หรือไม่ ในขณะที่ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ในหลายภาคการผลิตกำลัง “ตกต่ำ” จนถูกคู่แข่งแซงไม่เห็นฝุ่น!

หลายฝ่ายแสดงความกังวลถึงแรงส่งของการส่งออกไทยในปีหน้า 2557 ว่าจะย่ำแย่ลง หรือจะยังพอมีโอกาส “ฟื้นชีพ” กลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ “นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงวิกฤติส่งออกของไทยที่กำลังเผชิญอยู่ และโอกาสในการผลักดันภาคการส่งออกในปี 2557 ฝ่าวิกฤติที่กำลังรุมเร้าอยู่รอบด้าน


“ยกธง” ส่งออก ’56 ไม่ถึงดวงดาว

“จากการประชุมร่วมกับผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญๆ และทูตพาณิชย์ในต่างประเทศเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า มูลค่าส่งออกในปีนี้จะอยู่ที่ 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 1.3% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปลายปี 55 ว่าจะขยายตัว 7–7.5% มูลค่า 240,000-250,000 ล้านเหรียญฯ”

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงภาพรวมส่งออกของไทยในปีนี้ หลังการประเมินภาพรวมส่งออกในเดือน พ.ย.56 ที่พบว่า มูลค่าส่งออกนับแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.56 ขยายตัว เพียง 0.05% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่า 172,139.8 ล้านเหรียญฯ ดังนั้นหากในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปี สามารถส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ล้านเหรียญฯ ก็น่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ล่าสุดที่ 1.3% ได้

“แต่ตัวเลขล่าสุดในเดือน ต.ค.56 การส่งออกมีมูลค่าเพียง 19,393.5 ล้านเหรียญฯ และมูลค่ารวม 10 เดือนที่ได้ 191,533.3 ล้านเหรียญฯ หรือขยายตัวติดลบ 0.02% นั่นทำให้สถานการณ์การส่งออกยังคงน่าเป็นห่วงว่า ตัวเลขทั้งปีอาจไม่ได้ตามเป้าหมาย”

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศไทย แต่หลายประเทศต่างก็เผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน โดยสถิติการส่งออกในเดือน ม.ค.-ก.ค.56 มาเลเซียติดลบ 2.5% อินโดนีเซียติดลบ 6.1% ฟิลิปปินส์ ติดลบ 3.4% อินเดีย ติดลบ 2.5% บราซิล ติดลบ 2.5%

ขณะที่ผู้นำเข้ารายสำคัญของโลกมีอัตรานำเข้าที่ลดลงเช่นกัน โดยช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.56 สหรัฐฯ นำเข้าติดลบ 1.3% ญี่ปุ่น ติดลบ 8% สิงคโปร์ ติดลบ 3.1% ออสเตรเลีย ติดลบ 7% ส่วนจีน ช่วง 2 ไตรมาสแรก ติดลบ 5%

สารพัดปัญหาฉุดส่งออกไทยทรุด

สำหรับมูลเหตุที่ทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้พลิกผันจาก “หน้ามือเป็นหลังมือ” นั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า มีหลายปัจจัยประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งจากปัจจัยภายนอกที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ และจากปัจจัยภายในประเทศเอง

โดยปัจจัยภายนอกที่สำคัญ คือ “กำลังซื้อของคู่ค้า” ที่เป็นตลาดส่งออกหลักอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ที่หดตัว ปัญหาความไม่สงบภายในประเทศคู่ค้าอย่างการเมืองในอียิปต์ และซีเรีย ขณะที่จีนที่เป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของโลกและเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และชิ้นส่วนรายสำคัญของไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

นอกจากนี้ เงินทุนไหลเข้า-ออกรวดเร็ว ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทผันผวนทำให้ความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทยลดลง รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าของคู่ค้า ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องการนำเข้า (SG) และมาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (NBT) ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่ผู้นำเข้าอย่างเช่น อียู และจีน จำกัดจุดนำเข้า หรืออินโดนีเซีย ที่กำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าจากกระทรวงเกษตรและการค้าก่อน

“ขณะที่ปัจจัยภายใน คือ ด้านผลผลิตกุ้งในประเทศก็ลดลงกว่า 40% จากโรคระบาดกุ้งตายด่วน (EMS) ที่ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอส่งออก มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งยังมีปัญหาจากค่าแรงที่ปรับขึ้น และต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ไทยมีสัดส่วนสูงถึง 15-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีสัดส่วนเพียง 8% จึงทำให้การส่งออกไทย “เสียเปรียบ” ด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ที่อาจส่งผลทำให้คู่ค้าไม่มั่นใจในการสั่งซื้อสินค้าไทย เพราะเกรงว่า ผู้ผลิตและผู้ส่งออกผลิตและจัดส่งให้ไม่ทันตามกำหนด แม้ความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกมากนัก เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าต่างประเทศได้สั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า 3-4 เดือน บางสินค้านานถึง 6 เดือน เพื่อเตรียมขายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

ขณะที่ระบบการขนส่งสินค้ายังไม่มีปัญหา ไม่ได้มีการปิดสนามบินเหมือนในอดีต

“แต่หากการประท้วงยังคงยืดเยื้อ อาจทำให้ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะเกรงว่าผู้ส่งออกไทยอาจผลิต และส่งมอบให้ไม่ทันตามกำหนดได้ ซึ่งเรื่องนี้กรมฯ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ไทยที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับลูกค้าถึงสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจว่า ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทยจะสามารถผลิตและส่งมอบสินค้าได้ทันตามกำหนดอย่างแน่นอน”

 


คลี่กลยุทธ์กอบกู้วิกฤติส่งออกปี 57
ด้านยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมการส่งออกที่กรมฯจะดำเนินการเพื่อกอบกู้วิกฤติส่งออกที่กำลังเกิดขึ้นนั้น นางนันทวัลย์กล่าวว่า มีอยู่ด้วยกัน 8 ข้อได้แก่ 1.Value Creation, Innovation & Branding หรือการพัฒนาและส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการ การสร้างนวัตกรรมและตราสินค้า โดยเน้นให้ตรงกับความต้องการของตลาด เจาะลูกค้าเป็นรายกลุ่มหรือการเข้าสู่สินค้าที่เป็น “เทรนด์ใหม่” เช่นสินค้ากลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น

“กรมฯ มีแนวคิดที่จะโปรโมตสินค้าไทยผ่านนิตยสาร โทรทัศน์ ป้ายบิลล์บอร์ดในประเทศเป้าหมาย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จัก สร้างการยอมรับเพื่อช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้สินค้าไทยดีขึ้น โดยได้ขอให้ทูตพาณิชย์ดูว่า มีสินค้าอะไรบ้างที่มีขีดความสามารถในการบุกตลาดในประเทศที่ไปประจำอยู่ เพื่อจะได้เข้าไปทุ่มเทส่งเสริมภาพลักษณ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”

2.Trading Nation ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเป็นผู้ค้าในลักษณะ “คนกลาง” รับออเดอร์สินค้าจากลูกค้าต่างประเทศ แล้วนำมาผลิตเอง หรือส่งต่อให้ผู้ผลิตรายอื่นเช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ทำ ซึ่งนอกจากจะมีรายได้จากการขายแล้ว ยังเป็นการช่วยทำตลาดให้ผู้ผลิตรายเล็กอีกด้วย 3.Internationalization หรือการพัฒนาธุรกิจและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ให้ทำธุรกิจในต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แสวงหาวัตถุดิบ และลดต้นทุน 4. AEC/FTA ขยายการค้าและการลงทุนกับพันธมิตรในอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เพื่อสร้างแต้มต่อเหนือคู่แข่ง

5.Cluster & Supply Chain พัฒนาและส่งเสริมสินค้าและบริการเป็นกลุ่มอย่างครบวงจร (Clusters) เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และสร้างความเข้มแข็งในห่วงโซ่การผลิต 6.Country & Industry Image Building สร้างภาพลักษณ์ประเทศในฐานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โดยเน้นอุตสาหกรรมสำคัญๆ

7.Digital Commerce ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากระบบการค้าสมัยใหม่ และสื่อดิจิตอล เพื่อขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ และ 8.Kitchen of the World จัดกิจกรรมส่งเสริมอาหาร/ร้านอาหารไทย อาหารฮาลาลและผลิตภัณฑ์อาหารในต่างประเทศ

นอกจากยุทธศาสตร์และแผนงานข้างต้น กรมฯ ยังได้หารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแผนกิจกรรม “เพิ่มเติม” ในการผลักดันการส่งออกเป็นรายคลัสเตอร์ หรือรายอุตสาหกรรม เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ภาคเอกชนต้องการเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดใหม่ เน้นสร้างเครือข่ายพันธมิตรและขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีตลาดเป้าหมายคือ อาเซียน (ลาว กัมพูชา พม่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย) ละตินอเมริกา (ชิลี และโคลอมเบีย) เอเชียใต้ (อินเดีย) ตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และซาอุดีอาระเบีย ตุรกี)

กลุ่มสินค้ายานยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ จะใช้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการขยายการส่งออกไปตลาดที่มีศักยภาพใหม่ๆ และตลาด FTA ได้แก่ ชิลี เปรู อาร์เจนตินาแอฟริกาใต้ และตะวันออกกลางรวมถึงสร้างพันธมิตรเพื่อร่วมลงทุนในเอเชียใต้และอาเซียน เพื่อเข้าถึงตลาด โดยมีตลาดเป้าหมาย อินเดีย บังกลาเทศ อาเซียน ยูเออี กาตาร์ ชิลีโคลอมเบีย เคนยา แทนซาเนีย หมู่เกาะแคริบเบียน

กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง ขยายตลาดใหม่ที่มีการขยายตัวด้านการก่อสร้างและสาธารณูปโภค ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์และพัฒนาสินค้าสำเร็จรูปใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันผู้รับเหมาไทยเข้าไปประมูลงานในอาเซียน และแอฟริกา พัฒนาการขนส่งทางบก โดยเฉพาะรถไฟรางคู่เชื่อมโยงอินโดจีน เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เน้นตลาดเป้าหมายอินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา แอฟริกา

กลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ สร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสินค้าไทย ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการค้าพลอยสี และแหล่งผลิตเครื่องประดับเงินสำคัญของโลก ขยายช่องทางการตลาดใหม่ๆ สร้างพันธมิตรการร่วมลงทุนในเอเชียใต้ ฯลฯ โดยมีตลาด เป้าหมาย อาทิ โมซัมบิก พม่า กัมพูชา สหรัฐฯ รัสเซีย จีน เป็นต้น

“ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ที่ทุ่มเทลงไป ทำให้คาดว่าสถานการณ์ส่งออกไทยในปี 57น่าจะดีขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายขยายตัว 5% จากปีนี้คิดเป็นมูลค่า 243,105 ล้านเหรียญฯ เพราะคาดว่าเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญๆ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงจีน น่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากปีนี้”

 


แนะผู้ส่งออกปรับตัวเพื่ออยู่รอด
อย่างไรก็ตาม แม้กรมฯจะกำหนดแผนงาน และยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวให้ได้ตามเป้าหมายแล้วแต่ในส่วนของผู้ผลิต และผู้ส่งออกไทย ยังจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด และแข่งขันได้ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ยังต้องเผชิญอย่างรุนแรง

โดยนางนันทวัลย์ แนะนำว่า สิ่งจำเป็นที่ต้องทำคือ ลดต้นทุนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น ปรับกระบวนการทำงานให้ใช้เวลาลดลงลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง หรือการขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งแนวทาง ดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนและเสริมศักยภาพการแข่งขันได้

นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการ โดยใช้ความได้เปรียบ หรือจุดแข็งที่มีอยู่มาสร้างสรรค์การผลิตสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้อย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดสินค้าและบริการที่มีคุณค่า ยากต่อการเลียนแบบ อันจะช่วยให้ผู้ประกอบการหลีกหนีจากสินค้าคู่แข่ง เช่น จีน เวียดนาม ที่มีราคาต่ำกว่า

ที่สำคัญต้องศึกษาและเรียนรู้ให้เท่าทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สามารถรับมือและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม สร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจของตนเอง ต้องศึกษาลู่ทางโอกาส และผลกระทบ รวมถึงเตรียมความพร้อมปรับตัวจากกฎเกณฑ์ หรือกติกาทางการค้าระหว่างประเทศ “ถ้าปรับตัวได้ก่อน เรียนรู้ที่จะใช้โอกาสจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ก่อน ย่อมสร้างความได้เปรียบให้กับตนเองได้”

แต่หากผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือ หรือคำปรึกษา กรมฯได้เปิดบริการข้อมูลและให้คำปรึกษาเชิงลึกที่หลากหลาย เช่น สายตรงผู้ส่งออก DITP Service Center 1169, ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งในส่วนกลางและที่สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ในอาเซียน ทั้ง 9 แห่ง ใน 8 ประเทศ, ศูนย์พัฒนาธุรกิจสู่สากล เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในรูปแบบพี่เลี้ยงทางธุรกิจ

ขณะเดียวกัน กรมฯยังมีโครงการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ เช่น โครงการ SMEs Pro-active ที่ได้รับเงินสนับสนุน 300 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (ปี 2556-58) ศูนย์บริการข้อมูลในการแสวงหาวัตถุดิบให้แก่ SMEs ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โครงการผู้ส่งออกอัจฉริยะ (SMART Exporter) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางการตลาดผ่านออนไลน์ หรือ Thaitrade.com ที่ปัจจุบัน มีร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับการคัดสรรว่ามีคุณภาพมาตรฐานส่งออก 9,739 ร้านค้า มีผู้ซื้อสินค้าที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 47,300 ราย มีสินค้าบนเว็บไซต์กว่า 172,535 รายการ และมีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 1.6 ล้านราย จาก 229 ประเทศทั่วโลก

“แม้การส่งออกไทยในปี 56 จะขยายตัวน้อย เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัว แต่ในปี 57 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวมากขึ้น และจะเป็นกลไกขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะดีไม่ดีอย่างไร กรมฯก็ยังคงทำงานหนักร่วมกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันให้การส่งออกไทยสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวทิ้งท้าย.

ทีมเศรษฐกิจ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา

Monday the 25th. Custom text here

ติดต่อสถาบัน SMI โทร:0-2345-1059 | แฟกซ์:0-2345-1108 | อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เว็บไซต์ : http://www.smi.or.th
© Copyright 2011 | SMALL & MEDIUM INDUSTRIAL INSTITUTE (SMI) | All rights reserved.

. Best online poker sites - All rights reserved.